SEO คืออะไร​? สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ?

SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization คือ การปรับปรุง ปรับแต่งเว็บไซต์ ทั้งหมด ให้มีความเหมาะสม สอดคล้อง กับการทำงาน ของ Search Engine ส่งผลให้ Search Engine เข้าใจง่ายว่า เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับอะไร และ ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ แก่ผู้คนอย่างไรบ้าง

โดยเป้าหมาย ของการทำSEO คือ ทำให้เว็บไซต์ของคุณ ปรากฏในลำดับต้นๆ บนการค้นหา ของเครื่องค้นหา ยอดนิยมอย่าง Google ส่งผลให้ ปริมาณ Organic Traffic เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ ปริมาณผู้ชม เว็บไซต์ พุ่งสูง โดยไม่ต้อง เสียเงินโปรโมท มากมาย นั่นหมายถึง โอกาสที่ธุรกิจออนไลน์ของคุณ จะประสบความสำเร็จ ย่อมมีมาก ตามด้วย

แต่การที่จะทำให้ เว็บไซต์ของคุณ ไต่ขึ้นไป อยู่อันดับต้นๆ ในหน้าการค้นหา หน้าแรกของ Google ได้นั้น จำเป็นที่จะ ต้องการปรับปรุง เว็บไซต์ ในหลายๆ ส่วน  รับทำ SEO

SEO สำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างไร

การทำตลาดด้วยSEO (SEO Marketing) คือกระบวนการ ทำตลาดออนไลน์ ซึ่งโฟกัส กับการทำSEO ให้กับเว็บไซต์ โดยมุ่งหวัง ให้เว็บไซต์ หรือสื่อออนไลน์ (รูปภาพ วิดีโอ) ของเรา จะปรากฏ เป็นลำดับต้นๆในผลการค้นหา

ในปัจจุบัน Search Engine อย่าง Google , Yahoo , Bing คือหนึ่งในเว็บไซต์ ที่มีคนใช้งาน มากที่สุดในโลก และส่งผล ต่อพฤติกรรม ผู้บริโภค อย่างมาก ดังข้อมูลข้างล่าง

– ทุกวันนี้ ผู้คนพึ่งพา การเสิร์ช Google มากกว่าวันละ 3.5 พันล้านครั้ง หรือกว่า 40,000 ครั้งต่อวินาที

– กว่า 90% ของผู้บริโภค ที่ใช้อินเทอร์เน็ต จะยังไม่ติดสินใจซื้อ หรือทำอะไร กับแบรนด์ หากยังไม่ได้เสิร์ช ค้นหาข้อมูล

– การทำSEO ให้อัตราผลลัพธ์ (Conversion rate) สูงถึง 14.6% ในขณะที่การตลาดแบบดั่งเดิม ให้ผลลัพธ์เพียง 1.7%

ส่วนในประเทศไทย Google คือช่องทางอันดับหนึ่ง ที่คนใช้ ค้นหาสินค้า และบริการ จนมีคำพูดติดปากว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกกูเกิ้ล แล้วคุณจะได้สิ่งที่ต้องการ”

ดังนั้น ลองจินตนาการว่า เมื่อคนค้นหาสินค้า หรือบริการ ที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าเรา แล้วเว็บไซต์เรา ปรากฏ ให้คนเห็น เป็นลำดับแรกๆ มันจะเพิ่มโอกาส ทางธุรกิจ หรือสร้าง Brand Awareness ได้มากมาย ขนาดไหน

เครื่องมือค้นหาเหล่านี้ สามารถมอบการเข้าถึง ที่เฉพาะกลุ่ม เข้าใจง่ายๆ ก็คือ คนที่เข้าเว็บไซต์คุณ จากการค้นหานั้น เขาจะต้องมีความสนใจ ที่จะค้นหาข้อมูลห รือซื้อสินค้า หรือบริการ อยู่ก่อนแล้ว

ถึงค้นหาคำต่างๆ แล้วคลิก เข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้  ต่างจากการทำโฆษณา ที่คนอาจจะเข้ามา เพียงเพราะพวกเขา เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่เราตั้งเอาไว้

แน่นอนว่า ถ้าเครื่องมือค้นหาเหล่านี้  ไม่สามารถค้นหา เว็บไซต์ หรือแม้แต่ เก็บข้อมูล หน้าเว็บของคุณ เข้าฐานข้อมูลได้ รับรองว่า คุณจะต้องพลาดโอกาสดีๆ ในการที่คนทั่วโลก จะเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ และคงไม่ต้องถามถึง การทำธุรกิจเลยว่า จะเป็นอย่างไร

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่SEO จะเป็นกลยุทธ์สำคัญ ของธุรกิจออนไลน์ เพราะช่วยเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ ได้อย่างมากนั้นเอง

แล้วทำไมถึงต้องอยากขึ้นหน้าแรก GOOGLE หรืออันดับแรก

ไม่ใช่เพียงแค่หน้าแรกเท่านั้น แต่การได้ตำแหน่งแรก มาครอบครอง คือสิ่งที่ธุรกิจต่างๆ แข่งกัน อย่างดุเดือด เพื่อให้เว็บไซต์ ของตัวเอง ได้ไปอยู่ตรงจุดนั้น

เพราะยิ่งหน้าเว็บของคุณ อยู่หน้า หลังหน้า 1 หรือได้อันดับ 10 ลงไป โอกาสที่คน จะเข้าไป พบเว็บไซต์ของคุณ จากการค้นหานั้น แทบไม่เหลือ แน่นอนว่า หน้า1 และอันดับ 1 ย่อมได้รับการเข้าถึง สูงที่สุด อย่างปฏิเสธไม่ได้

SEO

ความรู้พื้นฐานของ SEO Marketing

Organic Traffic คืออะไร

Organic Traffic คือ ผู้ชมเว็บไซต์ ที่มาจาก การค้นหาข้อมูลใน Search Engine (Google) โดยข้อดีคือ เป็น Traffic ที่เจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องเสียเงินโฆษณาให้ Google แม้แต่บาทเดียว

เมื่อคนค้นหาข้อมูล ในกูเกิ้ล จะปรากฏรายชื่อเว็บไซต์ ที่เกี่ยวข้อง กับคำที่ค้นหา อยู่ใต้โฆษณา หรือที่เรียกว่า Organic Search โดยเมื่อคนคลิ๊กเข้าชมเว็บไซต์เหล่านั้น Organic Traffic ก็จะเกิดขึ้น

โดยปริมาณ Organic Traffic จะสัมพันธ์ ตรงกับ อันดับผลการค้นหา ยิ่งเว็บไซต์คุณ ปรากฏในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา มากเท่าไหร่ Organic Traffic ยิ่งมากเท่านั้น

ส่วนข้อเสียคือ หากคุณต้องการ เพิ่มปริมาณ Organic Traffic คุณต้องใช้เวลาทำSEO อย่างต่อเนื่อง 3-4 เดือน จึงจะบรรลุเป้าหมาย  นั่นหมายถึง หากคุณต้องการ เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์แบบทันที การเน้นสร้าง Organic Traffic เพียงอย่างเดียว อาจไม่ตอบโจทย์

Paid Traffic คือ ผู้ชมเว็บไซต์ มาจากการจ่ายเงิน เพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาของ Search Engine อย่าง Google ซึ่งอาจหมายถึงการซื้ออันดับ บนหน้าเสิร์ช

ซึ่งจะอยู่สูงกว่า เว็บไซต์อันดับแรก ที่เป็น Organic Search และมีเครื่องหมาย “Ad” อยู่หน้า URL เว็บไซต์ เพื่อแสดงว่า เป็นเว็บไซต์ ที่จ่ายเงินให้กับ Search Engine

โดยข้อดีของ Paid Traffic คือ เพิ่มปริมาณ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเรา ซื้อโฆษณา เว็บไซต์ของเรา จะไปปรากฏ ในตำแหน่ง ที่คนจะเห็นได้มาก หรือ ลำดับบนสุด ของผลการค้นหา ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือ ปริมาณผู้ชม ที่เพิ่มขึ้น จะมาพร้อมกับ งบโฆษณา ที่ต้องเพิ่มขึ้นตาม และเมื่อเราหยุด การโฆษณา เว็บไซต์เรา ก็จะหายไป จากอันดับ หรือหน้าเสิร์ชด้วย

สรุปคือ Organic Traffic คือผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่ไม่ต้องจ่าย ค่าโฆษณา ส่วน Paid Traffic คือผู้ชม ที่มาจาก การซื้อโฆษณา บน Search Engine นั้นเอง

ประโยชน์ ของการทำSEO ต่อการทำเว็บไซต์ และการทำธุรกิจออนไลน์

– ช่วยให้ธุรกิจ หรือแบรนด์ เป็นที่รู้จัก (Brand Awareness) ตลอดจนสินค้า และบริการ

– ช่วยเพิ่มจำนวนเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Website Traffic) ได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

– ช่วยให้แบรนด์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย (Visitor Targeting) ที่ตรงกับสินค้า หรือบริการ หรือคอนเทนต์ ของเว็บไซต์ ได้ด้วยการเลือกใช้ Keyword

– ช่วยเพิ่มอัตราผลลัพธ์มุ่งหวัง (Conversion Rate) ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอดกรอกฟอร์ม ยอดสมัครติดตาม ฯลฯ เพราะกลุ่มที่ค้นหา มีความสนใจ หรือความต้องการอยู่แล้ว (Quality Traffic)

– ช่วยประหยัดงบการตลาด และงบโฆษณา (Save Money) เพราะต้นทุนต่ำ กว่าการทำการตลาดกลยุทธ์อื่นๆ มาก

– ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้กับแบรนด์ พร้อมช่วยให้แบรนด์ ดูมีความเชี่ยวชาญ ในสิ่งที่ทำมากขึ้น

– ช่วยให้แบรนด์ หรือธุรกิจเติบโต (Business Growth) มีกำไรมากขึ้น จากผลลัพธ์ที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายลดต่ำลง รับทำ SEO

SEO

ทำ SEO ให้ติดอันดับต้นๆ ต้องทำอะไรบ้าง

1. การใส่ Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง

– ควรเลือก Keyword สอดคล้อง กับเนื้อหา ในหน้าเว็บไซต์ และมี Search Volume หรือจำนวนผลการค้นหา เพื่อดูว่า มีคนใช้ ค้นหา มากน้อยเพียงใด

( สามารถดูจากปริมาณ การค้นหา และหาไอเดียเพิ่มเติม ด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Keyword Planner,  KWFinder, Uber Suggest, Ahrefs )

– ควรใส่ Keyword อย่างพอเหมาะ ในส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์ เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text (p tag), alt ในรูปภาพ, Anchor Link

– ควรหลีกเลี่ยง การใช้ Keyword ซ้ำๆ กัน เป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมชาติเวลา User (ผู้ใช้งาน) มาอ่านเนื้อหา

2. การสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนอง User

– ควรสร้างเนื้อหา ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุน การทำSEO ในหน้าเว็บไซต์ ที่ต้องการให้ติดอันดับ ตลอดจน หน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุน หรือเกี่ยวข้องกัน พร้อมทำลิงค์เชื่อมโยง เพื่อให้อ่านต่อ

– ควรสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อเพิ่มจำนวนหน้า ในเว็บไซต์ เช่น บล็อก สาระความรู้ โดยเนื้อหา ควรมีความเกี่ยวข้อง กับธีมเนื้อหาหลัก ของเว็บไซต์

– ควรเขียนเนื้อหา ที่ให้ข้อมูล ที่เจาะลึก และมีประโยชน์ พร้อมตอบโจทย์ ผู้ที่ต้องการค้นหา Keyword เพื่อให้เป็นเนื้อหา ที่มีคุณภาพ มากที่สุด ในสายตาของ User

– ควรเขียนเนื้อหา หรือเรียบเรียงข้อมูล จากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่คัดลอก มาจากที่อื่น และไม่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติ ในการสร้างบทความ

– ควรแทรกรูปภาพ หรือวิดีโอ ระหว่างบทความ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ให้กับเนื้อหา ดึงดูดให้ User อ่านต่อ และอยู่บนหน้าเว็บไซต์นานๆ

3. การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และ User

– สามารถใส่ Canonical Tag (rel=”canonical) เพื่อให้ Google จดจำ URL ที่ต้องการ ในกรณีที่มีเนื้อหาซ้ำๆ กันหลายหน้า

– ควรแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาหรือสินค้า ให้เป็นระบบตามลำดับชั้น และทำเมนูนำทาง (Navigation) ให้เป็นระเบียบ ดูเข้าใจง่าย เช่น Home › Product › Category

– ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL แบบ Static ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย ( หลีกเลี่ยงการใช้ URL แบบ Dynamic ที่มีเครื่องหมาย เช่น ? และ = )

– ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ User สามารถอ่าน และเข้าใจได้ง่าย ( ควรใช้คำภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย และใช้เครื่องหมาย – แบ่งระหว่างคำ เช่น …./what-is-seo/ )

– ควรแยก URL หากเว็บไซต์มีหลายภาษา เช่น …/en/, …/jp/  ( ไม่ใช้ Cookies ในการเปลี่ยนภาษา เพราะ URL จะไม่มีการเปลี่ยนตาม ทำให้ Search Engine ไม่สามารถอ่านภาษาอื่นๆ ได้ )

– ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ User ต้องรอนาน เช่น ใช้ระบบ Cache, ลดขนาดรูปภาพและไฟล์, แปลงไฟล์รูปภาพเป็น WebP, ทำ Lazy Loading ให้โหลดรูปเมื่อเลื่อนมาถึง

– ควรเลือกใช้บริการ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสเถียร ไม่ล่มง่าย รองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้เป็นจำนวนมาก และทำให้เว็บไซต์โหลดได้เร็ว

– ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ (Mobile-friendly) ซึ่งปัจจุบันยอดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ประมาณ 80% มาจากช่องทางนี้ และ Google ได้ใช้เนื้อหาบน Mobile ในการจัดอันดับเว็บไซต์ ( รูปแบบที่แนะนำคือ Responsive Web Design )

4. การอัพเดตเว็บไซต์

– ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ เพื่อเนื้อหามีการอัพเดตอยู่ตลอด

– ควรเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ในเว็บไซต์ เช่น สินค้ามาใหม่ ข่าวสาร โปรโมชั่น ผลงานล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์มีความสดใหม่อยู่เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *