รีวิวภาพยนตร์ Saving Private Ryan : เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก 

saving private ryan

 

Saving Private Ryan : เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก เป็นภาพยนตร์อเมริกัน แนวสงครามมหากาพย์ กำกับภาพยนตร์โดย สตีเวน สปีลเบิร์ก

 

เป็นหนัง ที่มีแรงบันดาลใจ มาจากเรื่องจริง เป็นเรื่องราว ของทหารกลุ่มหนึ่ง ในช่วงปลายสงครามโลก ครั้งที่ 2 หลังจาก ที่บุกขึ้นหาด ได้เสร็จ ในวันดีเดย์

หลังจากนั้น 3 วัน ร้อยเอกจอห์น มิลเลอร์ ได้ถูกมอบหมาย ภารกิจพิเศษ โดยให้ไป ตามหา และพาตัว พลทหารเจมส์  ไรอัน กลับมาบ้าน แบบมีชีวิต

เนื่องจาก พี่น้องของเขาทั้ง 3 คน ที่เป็นทหารเหมือนกัน ได้เสียชีวิต ในสนามรบ ไปหมดแล้วในเวลาไล่เลี่ยกัน ( ในเรื่องจริง มีพี่น้องคนหนึ่ง ไม่ได้เสียชีวิต แต่ถูก ทางกองทัพญี่ปุ่น จับตัวไป แต่มารู้ข่าว ในภายหลัง ) นับว่าเป็น การสูญเสีย ครั้งใหญ่ ของตระกูล

ทางกองทัพ จึงอยากที่จะ ตอบแทน แม่ของไรอัน โดยการตามหา ตัวไรอัน ซึ่งเป็นลูกชาย คนสุดท้อง กลับสู่ครอบครัว แบบเป็น ๆ หลังจาก ที่โดดร่ม แล้วหายตัวไป ในสนามรบ

ปฏิบัติการณ์นี้ มีร้อยเอกจอห์น เป็นหัวหน้าทีม นี่เป็นภารกิจ ที่เสี่ยงอันตรายมาก มันจึง มาพร้อมกับ คำถามอยู่ตลอดเวลาว่า คุ้มค่าแล้วหรือ  ที่จะส่ง กำลังทหาร หลายนาย เข้าไปเสี่ยงชีวิต เพื่อช่วยคนเพียงคนเดียว

เพราะทหารคนอื่น ก็มีครอบครัว ที่ต้องกลับไปหา เช่นเดียวกัน จึงทำให้ ปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ เหล่าทหาร ต้องสู้ทั้งศัตรู และสู้ทั้งความสับสน ที่กัดกิน ภายในจิตใจด้วย

 

saving private ryan1

 

หนังเรื่องนี้ เป็นหนัง ที่หลายคน ยกขึ้นหิ้ง ว่าเป็นที่สุด ของหนังสงคราม เพราะมีครบ ทุกรสชาติ ทั้งสนุก มันส์ เศร้า ซึ้ง และดราม่า หนังสื่อสาร กับผู้ชม ถึงความโหดร้าย และความสูญเสีย ที่เกิดขึ้น จากสงคราม ได้เป็นอย่างดี

ฉากเปิดเรื่อง ประมาณ 15 นาทีแรก กับฉากตอนจบ เป็นอะไรที่ น่าประทับใจ ผู้ชม มานานหลายปี ฉากในเรื่อง บอกเลยว่า ฆ่าเป็นฆ่า เลือดเป็นเลือด ใครไม่ค่อยชอบเลือด อาจไม่เหมาะกับ เรื่องนี้

แต่มัน เป็นหนังดี ที่ควรค่า แก่การชมจริง ๆ สุดท้ายแล้ว ทหารมากมาย ได้สละชีวิต ไปในปฏิบัติการณ์นี้ ไรอัน ได้กลับบ้าน อย่างปลอดภัย พร้อมกับความรู้สึก ขอบคุณ และคำถามที่เกิดขึ้น ภายในใจ ไปตลอดชีวิต เช่นกัน

Saving Private Ryan เป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ และได้รับ การจับตา เป็นอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1998 และยังเป็น ภาพยนตร์ ที่ทำรายได้ สูงสุด ประจำปีนั้นด้วย

โดยมีเนื้อหา เกี่ยวกับ ความสูญเสีย ของกำลังทหาร และชีวิตผู้คน ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 แสดงให้เห็น ถึงความโหดร้าย ของสงคราม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ในฉากเปิดเรื่อง ที่ยาวกว่า 10 นาที ที่เป็นการบุกหาด โอมาฮ่า ที่ได้รับ การกล่าวขาน ว่าเป็นสมรภูมิ ที่สูญเสีย ที่สุด ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ได้รับคำวิจารณ์ ว่าทำได้ เหมือนจริงอย่างมาก และหลายคน ได้นำไป เปรียบเทียบกับภาพยนตร์ แนวเดียวกัน ในอดีต อย่าง The Longest Day ในปี ค.ศ. 1962

เมื่อเข้าฉายแล้ว ได้รับการจับตา เป็นอย่างยิ่ง ว่าจะคว้ารางวัล ได้หลายรางวัล ทั้ง รางวัลออสการ์ หรือรางวัลลูกโลกทองคำ รวมทั้ง รางวัลอื่น ๆ ด้วย

ซึ่งภาพยนตร์ ก็คว้าได้ หลายรางวัล ด้วยกัน โดยเฉพาะ การแสดง ที่โดดเด่นอย่างมากของ ทอม แฮงค์ และเจเรมี เดวีส์ ที่รับบท เป็นพลทหารอับฮัม ที่ตื่นตระหนก ตลอดเวลา เป็นเหมือนลูกไล่ และจุดอ่อน ของกองกำลัง

 

saving private ryan

 

Saving Private Ryan มีประเด็นที่พูดถึง “การมองเห็นมนุษย์ด้วยกัน” อยู่ตลอดเรื่อง ผ่านเรื่องของการสูญเสีย เสียสละ และการชั่งน้ำหนักชีวิต ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันต้องใช้อะไร เป็นหลักเกณฑ์

ก็คือ ท้ายที่สุด ชีวิตของมนุษย์ อาจจะไม่สามารถ พิสูจน์ได้ และพิสูจน์ได้ ในเวลาเดียวกัน แล้วแต่ ว่าเรามองเห็นชีวิต ในแบบไหน มองคน โดยใช้อะไรวัด

ฉากหนึ่งที่โดนใจ คือ ฉากที่ มิลเลอร์ พูดถึงทหารในหน่วย ของตัวเอง ที่เสียชีวิต ตลอดการรบ มิลเลอร์ บอกว่า เขาเสียคนในหน่วยไป 90 กว่าคน แต่ที่ได้กลับมา คือการช่วยชีวิต คนอีกมหาศาล

การมองแบบนั้น ทำให้ทุกอย่าง มันง่ายขึ้น โดยเฉพาะ กับตัวเขา ประเด็นนี้ พูดถึง มุมมองการเป็นผู้นำ อย่างน่าสนใจ และถูกขยี้ อย่างรุนแรง ในช่วงต่อมา

เมื่อเขา สั่งให้คนในหน่วย บุกโจมตี ป้อมปราการ ที่แม้จะ ไม่ใช่ภารกิจ ของตัวเอง แต่ก็เพื่อ รักษาชีวิต ของหน่วยคนอื่น ๆ ที่อาจผ่านมา ทางนี้ แน่นอนว่า พวกเขา ทำภารกิจสำเร็จ แต่ก็ต้อง สูญเสียคนไป และนั่นคือ ราคา ที่เขาจ่าย ยิงปลาทดลอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *